นานแล้วนะที่ไม่ได้เปิดสมุดบันทึก
แล้วลงมือเขียน
นานแล้วนะที่ไม่ได้เปิดคอมออนไลน์
แล้วนั่งเขียนลงบล๊อก
นานม๊ากกกกกกก
 
แล้วก็คิดถึงมากด้วย (:
 
คือที่ผ่านมาติดไปรบอยู่ครับ ไปรบพุ่งในสงคราม ที่มีชื่อว่าเอนท์ทรานต์
สงครามที่หลายคนมองว่ามันแสนจะสำคัญ เรียกว่ารบกันชิงบ้านชิงเมือง ไ้ด้เสียเอกราชกันเลยทีเดียว
เหนื่อยม๊ากกกกกก
เหนื่อยแบบเหนื่อยอ่ะ โคตรพ่อเหนื่อย 
แต่ก็ยังมีคนมาแอบขู่
" มึงเข้าหมาลัยมา มึงได้เหนื่อยกว่านี้อีก"
ขอบคุณครับพี่ ผมรักพี่จังเลย T^T
 
จริงไม่จริงค่อยว่ากันนะ ประเด็นวันนี้คือ แอ่น แอ่น แอนท์
ประเด็นคือพอได้กลับมานั่งอัพบล๊อกยังงี้ หลังจากห่างหายไปนานเนี่ย ก็ทำให้ผมได้คิดถึงครั้งแรกเหมือนกันนะ
คิดถึงครั้งแรกที่มาที่นี้ไง
ว่าเริ่มมานั่งอัพบล๊อกที่นี้ เพราะ...อะไร
 
ผมค่อนข้างมั่นใจเลยแหละ ว่าหลายคนที่ชอบอ่านหนังสือ ต้องมีซักครั้ง ที่อยากจะลองเขียนหนังสือ
ผมอยู่ในพวกแบบนี้ครับ
คือบางทีพอได้อ่านหนังสือที่มันทำให้คันหัวจิตคันหัวใจ ก็จะเริ่มคันไม้คันมือ 
อยากลองลงไม้ลงมือบ้าง และวิธีเกาวิธีเดียวที่ผมค้นพบ
 
ือ เขียนแม่งซะ !!! 
 
แล้วถ้าอยากจะเขียน จะเขียนอะไรดีอ่ะ
โอ้ว ยากแฮะ
แต่ึำคำตอบสำหรับผมก็น่าจะเป็น
คุณมึงอยากเขียนอะไรก็เขียนไปเถอะครับ
 
ตัวผมเนี่ยไม่ค่อยมีปัญหาในการหาเรื่องมาเขียนนะ ผมว่าผมโชคดีที่เป็นคนคิดอะไรต่อมิอะไรในหัวอยู่เยอะแยะ ตลอดเวลา (เอ๊ะ หรืออาจจะโชคร้าย ??)
คำว่าตลอดเวลาเนี่ยคือตลอดเวลาจริงๆนะ 
คือนอนอ่ะนอน เวลานอนผมยังละเมอเลยอ๊ะ
คิดดูว์ว์ว์ว์
 
่วนปัญหาที่มักจะเจอเนี่ย
คือ ขี้ 2 ก้อนครับ
1. ขี้ลืมอ่ะ
2. ขี้เกียจเว้ยยยย
 
บ่อยมาก บ่อยมาก ที่เวลาคิดอะไรเยอะๆแล้วดันลืม เลยเริ่มรู้สึกว่าตัวเองต้องจดลงสมุด แต่จดไปจดมาก็เริ่มรู้สึกเบื่อ แล้วเลยพาลขี้เกียจจดไปซะเฉยๆ
เดี๋ยวนะ ลืมอะไรไปอย่างหนึ่งป๊ะ
  เฮ้ย!! ลืมขี้
3. ขี้เบื่อ
 
อันหลังนี่สุดๆ
เบื่อตัวเองที่ขี้เบื่อมาก
เวลาทำอะไรซักอย่างจนเบื่อ ก็จะเบื่อ แล้วพอเบื่อที่จะเบื่อก็จะกลับไปนั่งทำต่อ
ยังไม่งงจนเบื่อกันใช่ไหม ??
 
แต่ทุกวันนี้เวลานึกอะไรคิดอะไร ก็เริ่มจดบ่อยขึ้นแล้วนะ
ทั้งจดในสมุด และจดในสมอง
เริ่มเสียดายครับเริ่มเสียดาย
เสียดายเนอะ น่าจะนึกเสียดายให้เร็วกว่านี้
 
ทีนี้พอสิ่งที่จดไว้เริ่มเยอะ ก็อยากระบาย
อยากลองโชว์ว่างั้นเหอะ
ก็เลยมาลองเขียนบล๊อก
ในที่แห่งนี้
 
  อบอุ่นมากครับอบอุ่นมาก
รู้สึกได้จริงๆนะ ว่าสำหรับที่นี่บรรยากาศมันลอยแบบพอดีๆ
คือไม่ได้ลอยสูงจนต้องตะเกียดตะกายหายใจ
และไม่ได้ลอยต่ำจนต้องพยายามก้มลงไปหา
 
ึ่งมันก็ไม่ได้สบายทั้งคู่
 
ให้มันลอยแบบพอดีๆ ให้เราได้หายใจอย่างที่เราอยากหายใจ จะนั่งหรือจะนอนแบบที่เราอยากทำ เป็นอย่างที่เราอยากเป็น
เป็นแบบที่เรารู้สึกว่ามัน
 
พอดี
 
______________________________________________________________________________
 
จริงๆก็อยากจะอัพนู่นอัพนี่ แต่งตรงนู้นแต่งตรงนี้ แบบชาวบ้านเค้าเหมือมกันนะ ติดตรงไอ้ขี้ 3 ก้อนนั่นน่ะแหละ
 
เรียกว่าขีดเขียนไม่ดีก็โทษปี่โทษอุจจาระกันเลยทีเดียว
 
______________________________________________________________________________
 
ไม่สัญญาละกัน
แต่จะรับปากแทนว่าจะแวะมาให้บ่อยขึ้น
ที่บ้านของพวกเรา
หลังนี้
 
ขอบคุณครับ
   9'Ped
 
 

ว่าด้วยเรื่อง : เพลงของเรา

posted on 23 Feb 2013 21:13 by nbrightkub  directory Fiction, Diary, Idea
1
 
"บางครั้งเราก็ไม่ต้องพยายามคิดถึงอดีตหรอก แค่ฟังเพลงบางเพลงในตอนนั้น ใจมันก็ลอยกลับไปยังอดีตแล้ว"
 
เป็นคำพูดในหนังที่ผมชอบมาก
จำได้ไม่ค่อยแม่นนะครับ...เพราะ 11 ปีมาแล้วเนี่ย ถึงจะได้ดูอีกรอบเมื่อเร็วๆนี้ก็เหอะ
ใช่ครับ ภาพยนตร์เรื่อง'แฟนฉัน'
ตอนที่ดูครั้งแรกผมแม่งเด็กม๊ากกกกกกก
แค่คงเพราะว่าเป็นเด็กมั้ง เลยเข้าใจอารมณ์แบบเด็กๆ และทำให้หนังเรื่องนี้ เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้ผมเกือบต้องหลั่งน้ำตา 
 
ก็คนมันสงสารน้อยหน่านี่ T^T
 
2
 
เสียงเพลงต้องคู่กับความรัก ความรักต้องคู่กับเสียงเพลง
ขนาดพี่แอ๊ดยังร้องเพลงรักเลยอ่ะ
 
พอโตขี้นมาหน่อย ผมก็ได้โตแบบพุ่งพรวดพราดอย่างไม่ตั้งใจ เรียกว่าถ้าวัดเป็นความสูง ผมก็คงสูงชะลูดตูดปอด
แต่ไม่ใช่ตูดนะที่ปอด
หัวใจต่างหาก
เพราะเค้าว่ากันไว้ว่า การอกหักจะทำให้คนเราโตขึ้น
ครับ...ผมอกหักครับ
แน๊ ไม่ต้องยิ้ม ผมรู้คุณก็ใช้ เอ๊ย! คุณก็เคย
ใช่ไหม ??
 
บางทีความรักเค้าก็คงลืมไปมั้งเนอะ
ว่าคนบางคน 
ก็ไม่ได้อยากโตขนาดนั้นซะหน่อย  -_TT
 
3
 
ผมยื่นหูฟังให้เธอข้างหนึ่งทุกครั้งที่ผมฟังเพลง และเธอก็ยื่นหูฟังข้างหนึ่งให้ผมทุกครั้งที่เธอฟังเพลงเช่นกัน
บ่อยครั้งที่เธอร้องตาม และจับเข้าที่หัวใจผมอย่างจัง
ไม่ได้ใช้มือจับ แต่ใช้ตัวโน๊ตจับ
และผมว่ามันเพราะมากจริงๆนะ
 
เหมือนกับทุกๆเพลง เมื่อมันเริ่มบรรเลง ซักวันก็ต้องจบลง
ต่อให้เพลงๆนั้นจะไพเราะขนาดไหนก็ตาม
เหมือนกับเพลงบางเพลง ที่ต่อให้เราตั้งใจฟังจนจบแค่ไหน
ก็จะมีอารมณ์แบบ เฮ้ย! ยังไงกูก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่่ะ
ความรักครั้งนี้คล้ายจะเป็นแบบนั้นครับ คือมันจบลงแบบ เฮ้ย! คือกูไม่เข้าใจอ่ะ
ต้องรอให้วันเวลามันผ่านเลยไป ผมถึงจะเริ่มเข้าใจทุกสิ่งและทุกอย่าง เข้าใจทุกคำร้องและทุกตัวโน๊ตดนตรี
และำพบว่าัมัน ก็สวยงาม
บอกแล้ว ว่าการอกหักจะทำให้คนเราโตขึ้น
 
4
 
ผมได้ยินเพลงๆเดิมที่เราเคยได้ฟังอีกครั้ง
เพลงเดิมที่เธอเคยให้เราฟังไง
 
  ผ่านทางซิตคอมทีวีรายการหนึ่ง จริงๆก็ได้ยินเพลงนี้บ่อยอยู่เหมือนกันนะ เพียงแต่ครั้งนี้มันต่างออกไป เพราะคราวนี้ผมอยากฟัง และรอคอยที่จะได้ยิน ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
คงเพราะ คิดถึง...มั้ง
ยังไม่ทันได้นึก
เรื่องราวทุกอย่างก็วิ่งกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง
แปลกนะที่ครั้งแรกมันเหมือนมีดที่กรีดลงกลางหัวใจ
แต่คราวนี้มันกลับรู้สึกอบอุ่น และผมยิ้มกว้าง
ทุกอย่างมันต่างออกไป
 
ผมลืมได้หมดแล้ว ??
ก็ไม่ถึงขนาดนั้น
คนบางคนเราก็ไม่มีวันลืมไปได้หรอกครับ ทำได้แค่เก็บเค้าเอาไว้ภายใต้ประตูเล็กๆในหัวใจ...ซักบานนึง
เป็น 'ความทรงจำสีจางๆ'
ไม่เลี่ยนไปใช่ไหม
ถ้าผมจะบอกว่าเธอคนนี้ เป็นคนแบบนั้น
 
ผมยิ้มกว้างกว่าทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนี้
บางที อาจจะกว้างกว่าตอนที่เธอเอาให้ฟังอีกแหละ
มันดีใจน่ะ
ดีใจ ที่ได้กลับมารู้สึกดีๆกับเพลงนี้อีกครั้ง
 
  เหมือนที่มันเคยเป็น
_________________________________________________________________________________________
 
ปล. แต่ก็แอบเศร้านะ
ที่มันไม่ใช่ 'เพลงของเรา' อีกต่อไป
ด้วยรักและคิดถึง 
ไม่เหมาะแฮะ
 
  ยังรักและคิดถึงแกเสมอนะเว้ย ขอให้โชคดี
 
_________________________________________________________________________________________
 
ขอบคุณเพลง 'เรื่อยๆไปจนแก่' ของซิตคอมเนื้อคู่อยากรู้ว่าใครด้วยครับ ที่ทำให้ผมคิดถึงวันเก่าๆได้อีกครั้ง
หลังจากที่ไม่ได้คิดถึงมานานมาก (ฮา)
 
ขอบคุณครับ
9' Ped

 

edit @ 23 Feb 2013 22:07:39 by 9'Ped

edit @ 23 Feb 2013 22:10:34 by 9'Ped

edit @ 23 Feb 2013 22:49:57 by 9'Ped

edit @ 23 Feb 2013 23:41:30 by 9'Ped

1
 
  ผมค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาจากจอโทรศัพท์สัมผัสสี่เหลี่ยมที่อยู่ในมือ ทั้งๆที่อยู่ในห้างชื่อดังที่มีผู้คนขวักไขว่ แต่กลับรู้สึกว่ารอบๆตัวเงียบอย่างประหลาด เงียบจนผมประหลาดใจ...
 
  ผมกดปิดเกมที่กำลังเล่นค้างอยู่แล้วมองไปรอบๆ ผมนั่งอยู่บนม้านั่งที่ตั้งอยู่ชิดกระจกตัวหนึ่งของห้าง ม้านั่งไม้อีกหนึ่งตัวข้างๆผม ถูกจับจองโดยหญิงชายวัยรุ่นคู่หนึ่ง ดูจากระยะห่างระหว่างความใกล้ชิดแล้วเนี่ย ก็พอจะบอกได้ว่าเค้าทั้งคู่เป็น'คู่รัก'
แต่เหมือนกับว่าไม่ใช่คู่รักธรรมดา เพราะถึงจะนั่งใกล้กัน กลับไม่มีการพูดจากันแม้แต่คำเดียว ทั้งคู่มีรอมยิ้มเปื้อนอยู่บนหน้า
เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีให้คนข้างๆ แต่มีให้กับโทรศัพท์เครื่องเล็กๆในมือ... 
 
  ราวกับว่า หน้าจอ สำคัญกว่า หน้าจริง 
 
  สำหรับโลกยุคนี้คงไม่แปลก แต่สำหรับผมมันแปลก
 
2
 
  ปัจจุบันดูเหมือนโลกจะหมุนช้ากว่าสัญญาณไวไฟ สัญญาณอินเตอร์เนตที่แพร่กระจายทำลายกำแพงที่เรียกว่าระยะทางลง แต่สร้างอุปสรรคใหม่ที่เรียกว่าระยะห่าง เราพูดคุยกับคนทั่วโลกได้มากขึ้นผ่าน MSN หรือ ทวิตเตอร์ แต่พูดคุยกับคนรอบๆตัวน้อยลง เราไม่เคยพลาดการอวยพรวันเกิดใครต่อใครผ่านทาง facebook แต่จำวันสำคัญไม่ว่าของใครก็ตามไม่ได้ถ้าไม่เช็คหน้า wall เราอ่านข่าวหัวข้อต่างๆตามเว็บมากขึ้น แต่กลับละเลยการอ่านหนังสือพิมพ์สีหมึก และนั่งคุยเรื่องสิ่งเหล่านั้นกับเพื่อนร่วมโต๊ะกาแฟตัวเดิม
 
  ทุกอย่างรวดเร็วขึ้น แต่ก็เหินห่างกันมากขึ้นในเวลาเดียวกัน
 
3
 
 ผมลุกขึ้นและเก็บโทรศัพท์ในมือ ตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาบอกให้ผมรู้ว่า คนที่ผมรอคอยคงใกล้จะมาถึงแล้ว ในวันที่ผมตั้งใจไว้ว่า จะไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอแทนที่หน้าจริงของคนตรงหน้าผมแน่ๆ และอยากจะใช้ชีวิตที่ Online กับโลกแห่งความจริง ให้มากกว่าในโลกไซเบอร์ ใส่ใจทุกอย่างๆรอบตัวในโลกใบนี้ โลกที่เราไม่มีวันจะ Offline หนีหายไปจากมันได้  
 
  อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึง วันสุดท้ายของชีวิต
 
  โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ไม่มีความรู้สึกหรอกครับ สิ่งที่มีความรู้สึกอยู่เต็มหัวใจคือคนที่อยู่ข้างๆคุณต่างหาก
 
  ลองเอาหัวใจมาใส่ใจบ้างก็ดีนะครับ
 
  ขอบคุณมากก๊าบบบบบบบบบบ 
 
 

edit @ 15 May 2012 16:18:27 by 9'Ped